10 ก.ย. 2553

                                     คนลุ่มน้ำ..ชีวิตที่หยุดนิ่งพร้อมสายน้ำ


 โครงการลุ่มน้ำปากพนัง มีพื้นที่ 1.7 ล้านไร่ หรือประมาณ 26.64 ของพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ครอบคลุม 3 เภอ คือ อ.ปากพนัง เชียรใหญ่ และอ.หัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช มีแม่น้ำสายหลักคือแม่น้ำหัวไทร หรือเรียกตามชื่ออำเภอและลำคลองสาขา กว่า 119 สาย จากต้นกำเนิดเทือกเขาบรรทัด ไหลผ่าน อ.ชะอวด หัวไทรและลงทะเลที่ ปากพนัง บริเวณลุ่มน้ำปากพนัง โดยเฉพาะตอนกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มสูงกว่าระดับน้ำทะเล 5-10 เมตร และตอนปลายเป็นที่ราบลุ่มชายฝั่ง เป็นพื้นที่ที่น้ำทะเลเคยท่วมถึง ในฤดูแล้งที่แล้งจัดของบางปี ทำให้น้ำทะเลหนุนขึ้นสูง ขึ้นไปผสมกับน้ำจืด ถึงเขต อ.ชะอวด ทำให้เกิดการผสมน้ำของ 2 น้ำคือจืดกับเค็ม กลายเป็นน้ำกร่อย ทำให้สภาพพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง มีระบบนิเวศน้ำ 4 น้ำ รวมกับน้ำเปรี้ยวที่ล้นออกมาจากจากพรุครวนเคร็ง หรือเปรี้ยวที่เกิดจากการผสมของน้ำจืดกับน้ำเค็มในช่วงสั้นๆ

ระบบ 4 น้ำ ก่อให้เกิดความหลากหลายของสภาพนิเวศและอาชีพของชุมชน อาทิ ป่าจาก ป่าพรุ ป่าชายเลน ป่าสาคู และป่าดิบชื้นหรือป่าต้นน้ำ เป็นความจำเพาะ ที่อุดมสมบูรณ์แบบธรรมชาติ ทำให้พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเป็นแอ่งอารยธรรมการผลิต การทำอยู่ ทำกิน ที่หลากหลายมาแต่อดีต บวกกับเป็นเมืองปากแม่น้ำ จึงกลายเป็นประตูการค้า ทำให้ลุ่มน้ำปากพนัง มีข้าวเป็นสินค้าออกหลักและเป็นปัจจัยที่สร้างความเจริญรุ่งเรืองในพื้นที่นี้

หลังจากรัฐบาลในยุคเร่งขยายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งออกข้าว ต่อมาก็คือกุ้ง ซึ่งเป็นสินค้าตัวหนึ่งที่ได้รับความใส่ใจมากในยุคนั้น เนื่องจากทำรายได้สูง ซึ่งสนับสนุนโดยกรมประมง ในขณะที่การทำนาต่อมาต้องกระทบจากราคาต้นทุนที่สูงแต่ราคารับซื้อต่ำ ทำให้ ตั้งแต่ ทศวรรษที่ 2530 เป็นต้นมา การเลี้ยงกุ้งขยายตัวสูง ครอบพื้นที่ทำนาเดิมในลุ่มน้ำปากพนัง แทนที่นาข้าวซึ่งไม่คุ้มทุน จนในระยะนั้นการทำนากุ้งได้ก่อผลกระทบ น้ำเค็มรุกพื้นที่นาข้าว ทำให้เกิดโครงการแบ่งแยกโซนน้ำ จืด-เค็ม กั้นออกจากกันเด็ดขาด นั่นคือ โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังทั้งระบบ
แต่พอทำประตูระบายน้ำกลับทำให้ ชาวบ้าน ที่หาเลี้ยงครอบครัว โดย ใช้สายน้ำแห่งนี้
เป็นที่ทำกิน หลายครอบครัว ต้องหมดแหล่งทำกิน โดยไม่มีใครหันมามองเลย ทิ้งชาวบ้าน ชาวประมงพื้นบ้าน ไปชะงั้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น