10 ก.ย. 2553

นายบรรจบ อ่วมคง อาชีพประมง วัย 65 ปี จาก ต.บ้านเนิน อ.เชียรใหญ่ กล่าวถึงสภาพชีวิตตนเองที่ต้องเผชิญปัญหา มากมายหลังการปิดประตูเขื่อนอุทกฯว่า " ผมทำอาชีพประมงพื้นบ้านในลุ่มน้ำปากพนังมาตั้งแต่ยังเด็กๆ เลี้ยงลูกๆ 12 คน มานาน การทำอาชีพประมงในพื้นที่นี้จะปรับตัว ปรับวิธีการ ไปตามสภาพน้ำ ความชุ่มของสัตว์ในแต่ละเดือน เช่น น้ำกร่อย กลางคืนหากุ้งแม่น้ำ กลางวันวางอวนหรือทอดแห หรือปางปีปูชุมก็จะวางไซปูแทน ไปจนถึงเขตน้ำเค็ม จากน้ำกร่อยมาจนถึงช่วงน้ำเค็มในฤดูแล้งก็จะวางไซปู วางอวน พ้นจากน้ำเค็มก็จะเป็นน้ำกร่อยอีกครั้ง สภาพน้ำกร่อยจะเกิดปีละ 2 ครั้ง ก็จะกลับมาจับแบบเดิม พอน้ำจืดนี้จะวางไทรใหญ่ ปลาที่ได้ก็จะเป็นปลาช่อน ปลาชะโด ปลากดเหลือง กุ้งแม่น้ำ กุ้งแต้ กุ้งกุลาดำ กุ้งหางแดง กุ้งแชบ๊วย และปู เยอะครับจำไม่หมด เพราะสัตว์น้ำทั้งจืดและเค็มมันขึ้นลงวางไข่ในพื้นที่นี้ ตามฤดูกาล เช่นกุ้งแม่น้ำ ปู จะมาวางไข่ในพื้นที่น้ำกร่อยนะครับ ประมาณเดือน กุมภา-เมษา และพฤศจิกา-ธันวา ครับ
ก่อนมีโครงการนี้ ชีวิตผมสบายมาก ก่อนลูกจะไปโรงเรียนไม่มีเงินสักบาท คืนนี้ผมออกเรือหาปลา เงินสัก 300 บาทคืนหนึ่ง ผมสามารถหาให้ลูกไปโรงเรียนได้เลย
ในบ้านก็ได้กินอุดมสมบูรณ์ไม่ต้องซื้อกับข้าวเลย ซื้อแต่ข้าวสารเท่านั้น แต่พอมาปิดเขื่อนอุทกฯ นี้เอง ทุกอย่างหายหมด เนื่องจากน้ำไม่ไหลเวียน พันธุ์สัตว์น้ำที่เคยจับก็สูญหายไปหมดเลย อาชีพผมก็ต้องหยุดไปด้วย ไม่มีรายได้อะไรเลย ทั้งที่แต่ก่อนผมมีรายได้เฉลี่ยวันละ 200 บาท อย่างเช่นวางไซปู เที่ยวหนึ่งผมเคยได้ถึง 13 ตัว เกือบ 4 ก.ก. ปูไข่นะครับ กิโลละ 140 บาทสมัยนั้น เท่าไหร่ คำนวนดูนะครับ ตอนนี้ลำคลองเน่า มีสาหร่าย ผักตบ เต็มไปหมด
ผมคิดว่า แม่น้ำปากพนังเป็นเส้นเลือดเส้นใหญ่ของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังทั้งหมดทั้ง เชียรใหญ่ ชะอวด หัวไทร ปากพนัง การมาทำเขื่อนปิดน้ำแบบนี้ เป็นการมาทำลายระบบไหลเวียนแบบธรรมชาติทั้งลุ่มน้ำ อาชีพประมงเช่นผม กระทบมากทั้งบนเขื่อนล่างเขื่อน กระทบทั้งนั้นเลย เรือในหมู่บ้านผม 2,000 ลำต้องหยุด และอาชีพประมงเช่นผมเป็นอาชีพที่ไม่มีที่นาทำกินเหมือนคนอื่นๆ ลำบากครับ จึงให้เปิดเขื่อนกลับมาเหมือนเดิม หรืออย่างน้อยทดลองเปิดดูก่อนก็ได้ หลังจากทดลองปิดมา 4 ปี แล้วมันกระทบมากจริงๆ แล้วทดลองเปิดดูสัก 2 ปี เพื่อศึกษาเปรียบเทียบดูว่า อย่างไหนจะกระทบหรือดีกว่ากัน และการศึกษาวิจัยนั้นต้องให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมด้วยนะครับ เพราะที่ผ่านๆ มานักวิชาการไม่เคยเข้ามาสอบถามชาวบ้านเลย



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น