10 ก.ย. 2553

นายสันติชัย ชายเกตุ เจ้าหน้าที่โครงการสิทธิชุมชนศึกษา วิเคราะห์ถึงปัญหาและเผยถึงบทบาทการทำงานกับชุมชนว่า " ผลกระทบในด้านอาชีพ เพราะแม่น้ำที่นี่ไหลเวียนมาเป็นร้อยพันปี เกิดเป็นอาชีพ เป็นวิถีชีวิตของชุมชนที่ปรับตัวอยู่กับธรรมชาติ มีน้ำขึ้น น้ำลง น้ำจืด น้ำกร่อย น้ำเค็ม ชาวบ้านเขาก็ทำมาหากินไปตามฐานทรัพยากร อย่างคนเขตน้ำจืดก็ทำนา คนเขตน้ำกร่อย น้ำเค็ม ก็ทำประมง พอมาวันที่ 1 ตุลาคม 2542 ซึ่งชาวบ้านเขาจำขึ้นใจมาก มีการปิดประตูเขื่อนอุทกฯ ปิดน้ำ ปิดระบบ ซึ่งนั่นก็คือเปลี่ยนวิถีชีวิตคนในพื้นที่นี้ เพราะมีการแยกน้ำจืด ออกจากน้ำเค็ม ซึ่งขัดกับธรรมชาติ สิ่งสำคัญคือ ความอุดมสมบูรณ์ที่เคยมีมาตลอดก็สูญหายไปเกือบสิ้นเชิง ในระยะเวลา 4 ปี และหนักขึ้นทุกปี โดยเฉพาะปีนี้ ปลาในลำคลองสูญหายไปเลย อาชีพประมงยุติเลย เพราะการปิดเขื่อนปิดน้ำทำให้ไม่มีปลาขึ้น-ลง วางไข่ ในคลองมีแต่วัชพืชผักตบชวา นี่กลุ่มน้ำจืด ส่วนปัญหากลุ่มน้ำเค็มคือเดิมพื้นที่มันเป็นพื้นที่น้ำกร่อยด้วย พอน้ำเค็มจัด ก็ไม่มีปลาอีก เนื่องจากปลาแถบนี้เป็นปลา 2 น้ำ วางไข่น้ำจืดมาโตน้ำเค็ม วางไข่น้ำเค็มมาโตน้ำจืด เป็นต้น อย่างกุ้งก้ามกรามสูญพันธุ์ไปเลย เพราะสัตว์ชนิดนี้ต้องอาศัย 2 น้ำกลุ่มอาชีพอื่นๆ ก็กระทบครับ อย่างกลุ่มทำน้ำตาลต้นจาก ขนมจาก เหล้าจาก ที่นี่เคยอุดมสมบูรณ์จนมีสำนวนเรียกความอุดมสมบูรณ์ของคนที่นี่ว่า "น้ำตาลต้องบางหรง ปลาต้องทุ่งหน้าโกฏิ" พื้นที่ในอำเภอปากพนัง แต่ตอนนี้บางหรงไม่มีน้ำตาลแล้วเพราะกลายเป็นเขตน้ำเค็ม ต้นจากตาย หรือไม่ก็ไม่ออกรวง ไม่ออกน้ำตาล ส่วนกลุ่มทำนาที่ถูกแบ่งโซนให้ พอเอาเข้าจริงๆ ก็ทำไม่ได้เพราะน้ำเน่ามาก ใช้อุปโภคบริโภคไม่ได้ ตะกอนเยอะมาก ที่ก้นคลองมีตะกอนสูงขึ้นเป็นเมตรๆ เลย ทั้งที่เมื่อก่อนก้นคลองพื้นที่จะแข็งมาก ไม่มีตะกอนเพราะน้ำไหลแรงมาก พัดตะกอนออกไปทะเลหมด แถวเชียรใหญ่ ที่ตั้งใจให้เป็นพื้นที่ทำนานั้น มันเป็นพื้นที่ราบต่ำมาก
เมื่อปิดประตูเขื่อนทำให้ระดับน้ำมันสูงคงที่ ทำให้น้ำกักขังตลอดปีไม่สามารถทำนาได้ เพราะดินไม่แห้ง ในขณะที่ดินแถบนั้น เป็นดินเหนียวทำให้ไถยากหรือไถไม่ได้เลย เมื่อก่อนถึงน้ำแห้งก็ยังสูบขึ้นไปทำนาได้ แต่เดี๋ยวนี้น้ำไม่แห้งเลยแต่ทำนาไม่ได้
สภาพชีวิตชาวบ้านในปัจจุบันค่อนข้างลำบากมาก และที่สาเหตุที่ชาวบ้านเลิกทำนานั้น ไม่ใช่เพราะดินเค็ม น้ำเค็ม แต่เพราะทำนามันอยู่ไม่ได้แล้ว มันไม่คุ้มทุนเลย ราคาข้าวมันไม่ดี สุดท้ายกลุ่มนากุ้ง ในระยะแรกๆ ที่อาชีพนี้ได้รับความนิยมก็มีปัญหากันกันจริงกับกลุ่มนาข้าวปล่อยน้ำ ปล่อยอะไรลงไป แต่พอต่อมาก็มีการปรับสภาพในการอยู่ร่วมกันได้มากขึ้น หมายความว่า เมื่อก่อนก็มีปัญหา แต่ไม่รุนแรงมากนัก แต่พอปิดเขื่อนเท่านั้น คนทำนา คนเลี้ยงกุ้ง คนหาปลา มีปัญหาเดียวกันและหนักมาก
สภาพชาวบ้านตอนนี้ก็ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดให้ได้ รับจ้างบ้างให้พออยู่ได้ เมื่อก่อนชาวบ้านที่นี่มีทองใส่เต็มตัว ลูกหลานชาวปากพนังหัวไทรเรียนกันสูงมาก ทางออกที่ชาวบ้านเขาพยายามประชุมและหาทางร่วมกันก็คือเรียกร้องให้เปิดเขื่อน ตัวผมเองก็พยายามรวบรวมข้อมูลเอกสาร ผลกระทบต่างๆ ของชาวบ้าน เพื่อให้ชาวบ้านมีข้อมูล เอกสารยืนยัน บทเราเพียงแค่เข้าไปเสริม หรือให้ความรู้เรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานตามกรอบรัฐธรรมนูญ ที่จะบอก หรือกำหนดอนาคตของเขา ในการดำเนินชีวิต และชาวบ้านเองก็มีข้อเสนอว่า อยากให้เปิดเขื่อนอย่างน้อย 3 ปี เพื่อศึกษาดู ว่าเปิดกับปิด อย่างไหน ดีกว่า กระทบน้อยกว่ากันครับ โดยเริ่มแรกคงต้องให้ชาวบ้านเขาทำงานกันเองก่อนว่าเขาต้องการอะไร อย่างไร โดยจัดเป็นเวทีสัมมนา แลกเปลี่ยนพูดคุยกัน ในแต่ละชุมชน หลังจากนั้นจึงค่อยหาทางให้ชาวบ้านและภาครัฐได้มาพูดคุยกัน เสนอทางออกในการแก้ปัญหาครับ เพราะผมคิดว่า ในระยะหลังๆ ตัวภาครัฐเองก็เริ่มรับรู้แล้วว่า มันมีปัญหากระทบจริงๆ เพียงแต่ชาวบ้านก็ต้องมีพลังมากกว่านี้ เพื่อให้หน่วยงานกล้าตัดสินใจครับ



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น