14 ก.ย. 2553

คืนความอุดมสมบูรณ์ให้คนลุ่มน้ำปากพนังควรที่จะเปิดประตูระบายน้ำปากพนัง

มีคนพูดว่าประชาชน ปากพนังได้ ทิ้งฐินฐานไปอยู่ที่อื่นเพราะว่า น้ำเค็มลุกล้ำเข้ามาที่ลุ่มน้ำปากพนัง จนทำเกษตไม่ได้ ไม่เป็นความจริง เพราคนปากพนังก็มีที่ปลูกข้าว นาปีอยู่แล้ว แล้วชาวนาก็ทำกันทุกปี อยู่ได้สบาย ใครไม่มีนาข้าว ก็ลง ลุ่มน้ำหาปูหาปลา ก็อยู่ได้ไม่อดตาย เลี้ยงครอบครัวได้ ใครที่มีนาข้าวก็ถึงหน้านาก็ทำนา หมดหน้านาก็ลงมาหาปลาที่ลุ่มน้ำเหมือนกัน แต่พอมีประตูระบายน้ำ เท่านั้นแหละ ประชาชนที่อยู่ที่ต่ำก็โดนน้ำท่วมขัง ทำอ่ะไรก็ไม่ได้ ในลุ่มน้ำก็ ไม่มี ปู ปลาให้จับ ก็เลยทิ้งที่ทำกินไปอยู่ที่อื่น เดือนร้อนกันไปทั่ว ควรที่จะเปิดประตูระบายน้ำปากพนัง ทางผู้เกี่ยวข้องต้องลงมาดู มาศึกษา ผลกระทบอย่างจริงจัง  ต้องเปิดประตูเท่านั้นคนลุ่มน้ำถึงจะอยู่ได้ เพราะว่าหน้าฝนน้ำฝนจะมากแล้วฝนก็ตกต่อเนื่อง ทำให้น้ำจืดไหลลงมา ดันน้ำเค็มลงไปได้มาก แล้วหน้าแล้งน้ำก็ขึ่นไปบ้าง ถ้าเปิดประตูระบายน้ำ จะส่งผลดีกับประชาชน ทั้งตอนล่าง และตอนบน ของลุ่มน้ำปากพนัง แต่ตอนนี้ได้ปิดตายประตูระบายน้ำ เลยทำให้คนตอนล่างไม่มีแหล่งจับสัตว์น้ำ และคนตอนบนก็ต้องเดือดร้อนเพราะ น้ำไม่ถ่ายเท วัชพืชอย่างผักตบผัก กะเฉดทำให้น้ำเน่าเสีย ใช้ประโยชจากน้ำไม่ได้ ทางเลือกนี่น่าจะทำให้คน ตอนล่างและตอน บน อยู่ได้โดยที่มีความเดือนร้อนน้อยที่สุด แต่ถ้าปิดประตูทั้งปีจะทำให้เดือนร้อนทั้ง2ฝ่าย จากคนลุ่มน้ำปากพนัง

ลุ่มน้ำตอนบนมีพืชผัก มีข้าว แต่คนตอนล่างไม่มีปลาให้จับแล้วจะอยู่กันอย่างไรคนตอนล่างกับตอนกลางก็ต้องกินต้องใช่เหมือนกัน เมื่อก่อนไม่มีประตูระบายน้ำประชาชนอยุ่กันได้อย่างมีความสุขแต่ตอนนี้คนส่วนมากเดือดร้อน


13 ก.ย. 2553

ศาลหลวงต้นไทร" ลุ่มน้ำปากพนัง!

ศาลหลวงต้นไทร" ลุ่มน้ำปากพนัง! ต้นไทรต้นนี้อาจจะรู้ว่าลูกหลานกำลังจะแย่เพราะการ ปิดประตูระบายน้ำแห่งลุ่มน้ำปากพนัง เพราะว่าไม่มีเครื่องจักรกลเข้าไปขุดบริเวรต้นไทรได้จึงต้องเว้นเอาไว้ อย่างที่เห็นนี้อาจบอกเป็น ใน ๆ ว่าหยุดการสร้างประตูบายน้ำเถอะ

ก่อนขุดมีความอุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งวางไข่ของสัตว์น้ำหลายชนิด

หลังขุดลอกความอุดมสมบูรณ์ได้หายไปแหล่งเพาะพันธุ์ปลาของคนลุ่มน้ำตอนล่างกับคนลุ่มน้ำตอนกลางได้หายไปเดือดร้อนกันนับ1000 ครอบครัวไม่มีใครแก้ปัญหาไห้ชาวบ้านเลย

คลองย่อยที่เคยมีปลาชุกชุม ก็กลายเป็นผักตบ ผักกะเฉดน้ำก็เน่า แล้วจะเอาปลาปูที่ ไหนกินกันครับที่ต้องเปิดเผยความจริงก็เพราะว่า วันนี้ชาวบ้านหมดเงิน หมดงานหมดแหล่งจับ ปู ปลา กุ้ง ไม่มีรายได้เหมือนเมื่อก่อน เห็นใจประชาชนส่วนใหญ่ด้วยครับ ผู้ที่เกี่ยวข้อง กับประตูระบายน้ำ ปากพนังเขาไม่ได้เดือดร้อน เพราะว่าเขามีเงินเดือน พอแก่ตัวไปก็มี บำเหน็จบำนาญ แต่ชาวบ้านไม่มีบำเหน็จบำนาญ แล้วจะอยู่กันอย่างไร
 อาจารย์ ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ จากสำนักคิดเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เสนอไว้อย่างลุ่มลึกและกว้างไกลใน หนังสือเศรษฐศาสตร์การเมือง (เพื่อชุมชน) 14 ว่า ท่ามกลางกระบวนการของโลกาภิวัตน์ การขยายตัวของทุนนิยมโลก (ระบบบูชากลไกการตลาดอย่างสุดขั้ว) และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เราก็ยิ่งเห็นวิกฤติการณ์ทางสิ่งแวดล้อมของธรรมชาติ วิกฤติทางสังคม ความยากจน ความอดอยากหิวโหย และความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจสังคมทั่วโลก วิกฤติของโลกชีวิตดังกล่าวล้วนมีต้นตอมาจากที่เดียวกัน นั่นคือ วิกฤติการณ์ของวิธีการมองโลก (Crisis of Perception) โลกทัศน์ ระบบคิด วิธีคิด ความเชื่อ หรือเรียกรวมๆว่าพาราไดม์ของเราซึ่งดำรงอยู่ในขณะนี้ ล้มเหลวอย่างมากในการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่โลกเรากำลังพบอยู่ ในช่วงสุดท้ายของศตวรรษที่ 20 เราได้พบเห็นว่า มีการเคลื่อนไหวใหม่ๆ เกิดขึ้นในวงวิทยาการ ในการแสวงหาระบบคิดใหม่ๆ ผู้คนในวงการต่างๆริเริ่ม "เคลื่อนไหวสังคม" อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนทั้งในโลกที่หนึ่งและโลกที่สาม เพื่อหาความหมายของชีวิตใหม่ ดำเนินวิธีการดำรงชีวิตแบบใหม่ สร้างเครือข่ายใหม่ๆ มีวิชั่นใหม่ๆ เพื่อสร้างพื้นฐานใหม่ให้แก่อนาคตของเราเอง



ผลจากการที่มีวิธีการมองโลกที่แตกต่างกันระหว่างชาวบ้านและนักวิชาการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จบการศึกษาจากสถาบันการศึกษาของรัฐที่ลอกแบบมาจากโลกตะวันตกทำให้ชุมชนลุ่มน้ำปากพนังกำลังตกอยู่ในวิกฤติทางสิ่งแวดล้อมของธรรมชาติ ดังเช่นเหตุการณ์น้ำเสียในแม่น้ำปากพนังจากการปิดกั้นระบบนิเวศของแม่น้ำทำให้ปลาตายนับแสนตัว เมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2547 อันเนื่องมาจากวิธีการมองโลก วิธีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ที่แตกต่างกันดังกล่าว ตัวอย่างเช่น


1. จากกิจกรรมที่ผมได้ลงพื้นที่ทำการวิจัยร่วมกับสถาบันการศึกษาต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเช่น องค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แม้แต่องค์กรเอกชนในพื้นที่ เช่น สมาคมเพื่อนเกลอเทือกเขาหลวง ชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอำเภอปากหนัง เครือข่ายองค์กรชุมชนลุ่มน้ำปากพนัง เป็นต้น ปรากฎว่าข้อมูลที่ได้จากชาวบ้านมีความแตกต่างจากข้อมูลของกรมชลประทาน เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องการอาชีพที่ผสมผสานสอดคล้องกับระบบนิเวศของลุ่มน้ำที่สมบูรณ์อยู่แล้ว เช่น ทำนาปีละครั้งและผสมผสานกับอาชีพประมงพื้นบ้านในคลองและอาชีพที่เป็นผลผลิตจากต้นจากซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ กล่าวคือในหนึ่งครัวเรือนสามารถประกอบอาชีพได้อย่างหลากหลายตามฤดูกาลซึ่งอาจเรียกตามภาษาทางวิชาการว่า การผลิตแบบเชิงซ้อน (อานันท์ กาญจนพันธ์) ส่วนการผลิตแบบเชิงเดียวนั้นได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามิใช่เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยสรุปก็คือ ชาวบ้านก็มิได้ปฏิเสธการทำนาแต่เห็นว่าการทำนาเพื่อการค้านั้นขาดทุน ส่วนพื้นที่ที่ทำปีละหลายครั้งก็มีทำกันอยู่ซึ่งมีระบบชลประทานเข้าไปช่วยก็ดีแล้ว แต่จะอยู่ไกลจากแม่น้ำปากพนังซึ่งสามารถเก็บน้ำในคลองซอยไว้ใช้ได้และถ้าน้ำไม่พอก็สามารถสร้างแหล่งน้ำเพิ่มได้อีกหลายวิธีที่ต้นทุนองค์รวมต่ำกว่าการปิดแม่น้ำปากพนังบริเวณใกล้ปากแม่น้ำเพื่อต้องการน้ำจืด (อันที่จริงแล้วในตอนแรก ประตูระบายน้ำจะอยู่ที่บริเวณตำบลแม่เจ้าอยู่หัว อำเภอเชียรใหญ่) เพราะฉะนั้นข้อสมมุติฐานที่จะให้ลุ่มน้ำปากพนังผลิตข้าวทั้งลุ่มน้ำไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและที่สำคัญก็คือ ถ้ามองในมิติทางเศรษฐศาสตร์แล้วผลผลิตข้าวที่ได้มาทั้งลุ่มน้ำจะไม่คุ้มกับระบบนิเวศและอาชีพอื่นที่สูญเสียไป ข้อสังเกตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ แม่น้ำปากพนังนอกจากไม่มีความลาดชันแล้ว ยังเป็นแอ่งอยู่ที่อำเภอเชียรใหญ่และถ้าหากต้องการจะเก็บน้ำไว้ใช้ให้ได้ระดับตามที่ต้องการ น้ำก็จะท่วมอำเภอเชียรใหญ่ ซึ่งจะสังเกตเห็นได้ชัดว่าเมื่อเกิดวิกฤติบริเวณล่างประตูระบายน้ำทางกรมชลประทานก็ไม่สามารถระบายน้ำลงมาเพื่อบรรเทาปัญหาวิกฤติได้เพราะระดับน้ำในประตูระบายน้ำกับนอกประตูระบายน้ำมีระดับที่ใกล้เคียงกัน เมื่อเปิดประตูระบายน้ำ น้ำที่ไหลช้าไม่สามารผลักน้ำเสียออกไปสู่ป่าชายเลนซึ่งเป็นบ่อบำบัดน้ำเสียตามธรรมชาติได้




2. ในขณะที่กรมชลประทานมองว่าน้ำท่วมเป็นเรื่องผิดปกติจึงต้องสร้างประตูระบายน้ำเพื่อกันน้ำท่วม แต่ชาวบ้านกลับมองว่าน้ำท่วมเป็นเรื่องปกติ เพราะน้ำที่ท่วมจะนำสัตว์น้ำจากแหล่งเพาะพันธุ์ปลาตามธรรมชาติ คือ ป่าพรุ หรือกรมประมงของชาวบ้าน ปลาเหล่านั้นก็จะมาอยู่ในแม่น้ำ ห้วย หนอง คลอง บึงให้ชาวบ้านจับขายเป็นอาชีพประมงพื้นบ้านผสมผสานกับการทำนา และถ้าจะมีไร่นาสวนผสมบ้างก็สามารถสร้างแหล่งเก็บน้ำจืดเป็นจุดๆ ไปตามความต้องการของในแต่ละพื้นที่ มิใช่มาปิดแม่น้ำปากพนังอย่างนี้ ขอโอกาสให้ชาวบ้านช่วยร่วมคิดกับท่านบ้าง แล้วทิศทางการพัฒนาจะสมบูรณ์กว่านี้ ชาวบ้านฝากมาอีกว่า น้ำท่วมในแต่ละปีนั้นจะพัดพาเอาปุ๋ยตามธรรมชาติมาอยู่ในนา เมื่อน้ำแห้งก็ไถนาได้ง่ายและลดต้นทุนค่าปุ๋ย ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยชีวภาพ เป็นต้น และที่สำคัญคือเมื่อใช้ปุ๋ยเคมีนานวันเข้าก็จะทำให้ดินดานหรือดินแข็ง ไถพรวนได้ยากมาก

3. ในขณะที่กรมชลประทานมองว่าน้ำเค็มรุกเข้าไปในแม่น้ำปากพนังเป็นเรื่องผิดปกติจึงต้องสร้างประตูระบายน้ำเพื่อกันน้ำเค็มรุก แต่ชาวบ้านกลับมองว่าน้ำเค็มรุกเป็นเรื่องปกติเพราะเป็นระบบนิเวศน้ำกร่อยที่มีประโยชน์ เช่น มีสัตว์น้ำกร่อยตามธรรมชาติที่ราคาสูงกว่าสัตว์น้ำที่ราชการส่งเสริมให้เลี้ยง และมีแนวโน้มจะให้เลี้ยงสัตว์เหมือนกับภาคกลางชาวบ้านก็เป็นห่วงว่าเมื่อสินค้ามีมากราคาก็จะตก สัตว์น้ำกร่อยเริ่มจะหายากและมีราคาแพง น่าสนใจนะครับ และเหตุการณ์น้ำเค็มรุกเมื่อปี พ.ศ. 2532 นั้นเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่บอกเราหรือเตือนเราว่า ป่าไม้ข้างบนภูเขาซึ่งเป็นพื้นที่ผลิตน้ำจืดตามธรรมชาติเหลือน้อยและไม่สามารถผลิตน้ำจืดในปริมาณมากพอมาผลักน้ำเค็มที่รุกได้ กล่าวคือธรรมชาติเตือนเราให้เร่งอนุรักษ์และฟี้นฟูป่าต้นน้ำ เพราะฉะนั้นเมื่อช่วยกันเรียกความอุดมสมบูรณ์ของป่าต้นน้ำกลับคืนมาได้ ประตูระบายน้ำที่มีอยู่แล้วก็สามารถเปิด-ปิด ให้สอดคล้องกับระบบนิเวศลุ่มน้ำปากพนังที่แตกต่างจากลุ่มน้ำอื่นได้ หรือที่ชาวบ้านพูดว่านายธรรมชาติ ณ ระบบนิเวศ บริหารจัดการลุ่มน้ำได้ดีอยู่แล้วและไม่ต้องเสียเงินเดือนหรือค่าจ้าง



4. แหล่งน้ำจืดสำหรับสำหรับผลิตน้ำประปาเพื่อประชาชนนั้นมีอีกหลายวิธีที่ประหยัดงบประมาณและไม่ทำลายระบบนิเวศน้ำกร่อยดังที่ปิดกั้นแม่น้ำปากพนัง เช่น ขุดแหล่งน้ำรวมของแต่ละ อบต. หรือหลาย อบต. ที่ใกล้เคียงเป็นแหล่งน้ำรวม และขุดคลองซอยเพิ่มขึ้นอีกเพื่อเก็บกักน้ำจืดซึ่งมีประตูระบายน้ำเล็กๆ ตัวเดิมที่มีอยู่แล้วบริหารจัดการ หรือแม้กระทั่งขุดคลองสายใหม่ที่เก็บกักน้ำขนานกับแม่น้ำปากพนังเป็นแม่น้ำอีกสายโดยไม่ต้องปล่อยน้ำลงทะเลและคงสภาพแม่น้ำปากพนังเดิมไว้ก็จะสอดคล้องกับแนวคิดได้ทั้งหมด (Win-Win) ก็จะไม่มีใครเสียหรือถ้าเสียก็เสียน้อยที่สุด มิใช่แนวคิดได้ต้องอย่างเสียอย่าง ซึ่งเคยใช้อธิบายกับชาวบ้านดังในอดีตที่ผ่านมา สุดท้ายชาวบ้านก็เป็นผู้เสียสละเพื่อการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน และชาวบ้านเชื่อว่าระบบชลประทานขนาดเล็กมีประโยชน์แต่มิใช่ด้วยวิธีการปิดแม่น้ำอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

5. ประเด็นที่เป็นห่วงเรื่องนากุ้งนั้น ชาวบ้านให้ความเห็นว่า ไม่ต้องไปทำอะไรหรอกเพราะการเลี้ยงแบบหนาแน่นที่หวังร่ำรวยอย่างรวดเร็วนั้นในระยะยาวไม่สามารถทำได้ เพราะเมื่อเกิดโรคก็ต้องใช้สารเคมีที่มีราคาแพง อาหารก็มีราคาสูง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงไม่สามารถแข่งกับราคากุ้งธรรมชาติหรือเลี้ยงแบบธรรมชาติได้หรือแม้กระทั่งแข่งกับกุ้งต่างชาติได้ แม้รัฐบาลประกันราคาก็ประกันอยู่ได้ในระยะสั้นเท่านั้น ทางออกก็คือ ต้องเลี้ยงให้ต้นทุนต่ำบนพื้นฐานของความไม่โลภ



6. ประเด็นเรื่องคลองลัดที่ขุดเพื่อให้น้ำไหลเวียนบริเวณล่างประตูระบายน้ำนั้น ถ้าน้ำไหลแรงอาจจะช่วยได้ แต่วิกฤติที่จะตามมาก็คือ น้ำที่ไหลเวียนนั้นเป็นน้ำเค็มจัดแน่นอน ป่าชายเลนซึ่งเป็นระบบนิเวศน้ำกร่อยและเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของนกแอ่นในปากพนังพร้อมทั้งเป็นหม้อข้าวของชาวบ้านรอบอ่าวปากพนัง ก็จะเสื่อมโทรมและตายในที่สุด ผลที่มนุษย์เข้าไปจัดการกับระบบนิเวศสุ่มน้ำในมุมมองเพียงมิติทางเศรษฐกิจเพียงด้านเดียวโดยผ่านวาทกรรมความยากจนที่ผ่านมา ท้ายที่สุดอาจจะเพิ่มความยากจนขึ้นในลุ่มน้ำปากพนังได้เช่นกัน เพราะเท่าที่ศึกษาดูแล้วโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลสนับสนุนนั้นเป็นโครงการที่มีต้นทุนสูงและต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐเท่านั้นจึงจะทำได้ แล้วชาวบ้านที่ต้องการเศรษฐกิจพอเพียงและพึ่งตนเองจะอยู่ได้หรือ สิ่งที่ผมชี้แจงมานั้นต้องขอขอบคุณชาวลุ่มน้ำปากพนังที่ให้ข้อมูลในเชิงลึกในขณะที่ลงทำการวิจัยในพื้นที่ และขอยืนยันว่าการคิดแทนชาวบ้านนั้นในที่สุดความหวังดีก็จะกลายเป็นความหวังร้ายได้เช่นกัน

11 ก.ย. 2553

อยากให้ผู้ดูแลประตูระบายน้ำปากพนังเปิดประตู


รูปอาจจะดูดี แต่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา ของคนลุ่มน้ำปากพนังโดยที่ เรียก ร้อง อ่ะไรไม่ได้ ไม่มีปลาชุกชุม ไม่มีเงินไม่มีแหล่งทำกิน ที่ได้จากสายน้ำ ไม่มีเงิน ส่งลูกหลานเรียน ลูกหลานต้องไร้การ ศึกษา ไม่มีอาชีพที่มั่นคง ต้องเป็นกรรมกร ทำไม่ไหว ก็ต้องล้มหมอน นอนเสื่อโดยที่ไม่มีเงินรักษา ต้องสิ้นลม สิ่นแรงอย่างช้า ๆ ผู้ที่เกี่ยวข้อง กับประตูระบายน้ำแห่งนี้ ไม่ได้เดือดร้อน กับชาวบ้านหาเช้ากินค่ำ จึงได้เมินเฉยจนถึงทุกวันนี้
 อยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับประตูระบายน้ำแห่งนี้ได้เห็นความเดือดร้อน ของคนส่วนมากเพราะว่าหมดทางทำกินจริง ๆ หนทางทำกินก็มีบ้างแต่ไม่หลากหลายเหมือนตอนที่มีน้ำขึ่นน้ำลง ถ้าประชาชน คนลุ่มน้ำปากพนัง ไม่มีหนทางทำกินที่ยั่งยืน แล้วประชาชนจะอยู่อย่างไร เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ก็เขียนรายงานว่าอุดมสมบูรณ์
ในน้ำมีปลาในนามีข้าว แต่ที่จริงประชาชนหาปลาแทบจะไม่ได้เลยได้น้อยไม่พอใช้ประชาชนก็รู้จักอดจักออมน่ะ แต่เงินที่หามา มันได้น้อยแล้วจะมีเงินเก็บเงินออมได้ไง  ข้อดีของการทำประตูระบายน้ำก็มี แต่มีน้อย แต่เขียนรายงานอย่างสวยหรูว่ามีข้อดีมากกว่าข้อเสีย แบบนี้โกหกทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันไม่จริง ประชาชนส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้ประโยช แล้วถ้าไม่ฟังเสียงคนข้างมากในลุ่มน้ำปากพนัง ประชาชน คนจน ๆ จะมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร มีแต่ทำงานมากขึ่น และก็จนลงกว่าเดิม จากคนลุ่มน้ำปากพนัง

ความอุดมสมบูรณ์ไม่ใช่น้ำจืดเสมอไป

ความอุดมสมบูรณ์ ไม่ใช่น้ำจืดเสมอไป ความอุดมสมบูรณ์ของคนลุ่มน้ำปากพนังบางกลุ่ม อยู่ได้โดยมีอาชีพเสริม ที่ยั้งยืนมาช้านาน อาชีพเสริมของคนหลายคน แห่งลุ่มน้ำปากพนังก็คือต้นจาก ชึ่งต้นจากชาวบ้านได้นำมาเย็บเป็นตับ เอาไว้บังแดดบังฝน และเอาไว้ขายประมาณตับละ2.50  ถึง5 บาท ชึ่งทำรายได้ไห้คนเฒ่าคนแก่ ที่ต้องอยู่ดูแลบ้าน และก็ทำน้ำตาลจาก น้ำส้มจาก ในคราวเดียวกัน แต่วันนี้เปลี่ยนไป รายได้ที่มากับต้นจาก ได้หายไปเพราะว่า ต้นจากจะโตเร็วในที่ ที่มีน้ำกร่อย น้ำเค็มไม่มาก แต่ตอนนี้กลายเป็นน้ำจืดสนิด ต้นจากเลยไม่ค่อย ออกใบ ไม่ค่อยออกผล ทำไห้ใบจากที่จะนำมาเย็บขาย ทำได้ค่อนข้างน้อยเพราะ ต้นจากโตช้ามาก  และไม่ออกลูกหรือออกลูกช้า ทำไห้การ ทำน้ำตาลจาก ทำน้ำส้มจาก ได้ขาดหายไปหลายเดือน ทำไห้ชาวบ้านที่หารายได้โดยทำอาชืพนี้ต้อง เสียรายได้ที่สมั่มเสมอไป ทำไห้การคำรงชีวิต ต้องยากลำบากขึ้นเพราะว่า ไม่มีน้ำเค็มกับน้ำจืดมาผสมกัน จนเป็นน้ำกร่อย ที่ทำไห้ลุ่มน้ำอุดมสมบูรณ์ ความอุดมสมบูรณ์ ได้หายไปเพราะประตูระบายน้ำ แห่งลุ่มน้ำปากพนัง ภาพที่สมบูรณ์ข้างบนนี้ได้กำลังจะสูญสลายลงไปเลื่อย ๆ ความอุดมสมบูรณ์ ไม่ใช่น้ำจืดเสมอไป ความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำปากพนังคือ น้ำไม่เค็มมากนัก สัตว์น้ำ หลายชนิด ชอบอยู่ในที่น้ำไม่เค็มมาก หรือที่เรียกว่าน้ำกร่อย บางที่ก็เค็มแต่ไม่มากนัก สองข้างลุ่มน้ำก็เป็นดินเลน เหมาะกับการวางใข่ของสัตว์น้ำหลายชนิด แต่วันนี้เปลี่ยนไปเพราะมีแต่น้ำจืด สองฝั่งคลองก็มีแต่ผักตบ รากผักตบก็ทำให้น้ำเน่า ไม่เหมาะกับการทำประมง และการเลี้ยงปลา และใช้อาบ ป่าชายเลนทีมีต้นลำภู ชึ่งเป็นที่วางไข่ของสัตว์น้ำหลายชนิช ตอนนี้กลายเป็นที่อยู่ของ ผักตบชวา ทำไห้น้ำเน่ามาก

ชีวิตคนมากมายต้องลำบากเพราะ กุ้ง หอย ปู ปลา ที่เคยหาเอามาขายวันละ150 ถึง 500 บาทได้หายไปเพราะไม่มีน้ำเค็มที่ไหลขึ้นไปจากตอนล่างเข้ามาผสมกับน้ำจืนที่ไหลลงมาจากตอนบน ของประตูระบายน้ำทำไห้ปลาน้ำกร่อยที่มีชุกชุมได้หายไป ละมีปูที่ชาวบ้านเรียกกันว่าปูเปี้ยวที่มีอยู่สองฝั่งคลองได้หายไปด้วยปูชนิดนี้มีอยู่มากมาย ก่อนที่จะมีประตูระบายน้ำแห่งนี้ ชาวบ้านสองฝั่งคลองได้จับปูชนิดนี้ไปขายได้คืนละ3ถึง10 กิโลกรัม ซึ่งสร้างรายได้ประมาณคืนละ100 ถึง 500 บาท ทำไห้ประชาชนสองฝั่งคลองมีรายได้ส่งลูกส่งหลานได้เรียน แต่วันนี้ไม่มีอีกแล้ว ชาวบ้านเลยหันมาปลูกผักปลูกผลไม้แต่ก็ไม่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ คนที่เลี้ยงครอบครัวได้ก็มีไม่กี่ ครัวเรือน แต่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องไร้งาน ไร้เงิน ต้อง รอ คอยเงินเดือนของลูกหลานที่ไปทำงานต่างถิ่น ทางชาวบ้านก็ขอไห้ทางประตูระบายน้ำเปิดประตู เพื่อที่จะไห้ความอุดมสมบูรณ์ได้กลับมาเหมือนดังเดิม แต่ก็ไร้วี่แวว เพราะว่าเวลามีคนมาทำรายงาน ส่งทางผู้ใหญ่ในบ้านในเมือง ก็จะเอาแต่สิ่งที่ดี ๆ เอาไปลงในรายงาน เป็นผักชีโรยหน้าว่าดี ทำไห้ชาวบ้านต้องรับชะตากรรม ชาวบ้านหลายคนแทบจะไม่มีรายได้เลย เพราะไม่มีที่ทำมาหากินจะปลูกผักปลูกผลไม้ก็ไม่ได้ บางคนหาเงินได้วันละ50บาท ต้องรอไห้ลูกที่ทำงานต่างจังหวัดส่งมาไห้แบบนี้ลำบากยากเข็น ทั้งครอบครัว พอรู้ว่าชาวบ้านเดือนร้อนกรมประมงได้ นำเอาพันธุ์ปลามาไห้ชาวบ้านแต่ก็มีไม่กี่รายที่มามารถเลี้ยงได้ เพราะว่าน้ำในคลองย่อยหลายสายไม่สามารถเอาน้ำมาเลี้ยงพันธุ์ปลาได้ เพราะว่าน้ำในคลองย่อยหลายสายนั้นเป็นน้ำเน่าที่ผักตบผักกะเฉดได้ตาย และทับถมกันจนเกิดน้ำเน่าเอามาเลี้ยงปลา  ไม่ได้ เลี้ยงได้ก็ไม่ค่อยโต กว่าหน่วยงานจะเข้ามาช่วยก็นานเกินไป เพราะชาวบ้านต้องกินต้องใช่ทุกวัน พอมีคนมาลอกคลองเอาวัชพืดออก ไม่นานก็เป็นเหมือนเดิมอีกคือผักตบผักกะเฉด เต็มคลองอีกเพราะมันโตเร็วมาก แล้วเรื่องน้ำท่วมขังก็ทำไห้ชาวบ้านเดือนร้อน ผมโตมาที่ลุ่มน้ำปากพนัง ถ้ามีน้ำท่วมจะท่วมประมาณเดือน11 กับเดือน12และก็หลาย ๆ ปีจะท่วมซักครั้ง แต่ตอนนี้ท่วมทุกปี ปีละ3ครั้ง เรียกร้องไห้ระบายน้ำออกบ้างก็บอกต้องเก็บน้ำไว้ตอนหน้าแล้ง แล้วประชาชนต้นน้ำก็ต้องทนน้ำขังมาตลอด บอกคำเดียว ว่าเดือนร้อนครับไม่มีที่ทำกินไม่มีปลาไห้จับ แล้วชาวบ้านจะทำยังไงในเมื่อเรียกร้องอ่ะไรไม่ได้ ในการสร้างประตูระบายน้ำแห่งนี้ คนปากพนังวันนี้เดือนร้อนมากแต่ไม่มีหน่วยงาน ใหนรับผิดชอบคน ลุ่มน้ำปากพนัง อย่างจริงจังเลยลุ่มน้ำปากพนังคือสายเลือดของชาวบ้านแต่ตอนนี้สายเลือดเส่นนี้ได้ได้หลับไหลมานานหลายปีแล้ว


ประตูระบายน้ำแห่งลุ่มน้ำปากพนัง ทำไห้ประชาชนบางส่วนบางส่วนต้องหมดงาน และเป็นหนี้เพราะประชาชนที่อยู่ในโครงการลุ่มน้ำปากพนัง ต้องเสียผลประโยชที่ธรรมชาติ ไห้มาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย เพราะว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ทำประมงพื้นบ้าน หาเลี้ยงครอบครัว ตอนที่ไม่มีประตูระบายน้ำแห่งนี้ประชาชนได้หาปลา ปลากระบอก ปลาดุกทะเล ปลากด ปลากระพง ปลาแขยง และ ปูดำ กุ้งหางแดง กุ้งกุลาดำ เป้นต้นซึ่งสร้างรายได้ไห้ชาวบ้านมานานแสนนาน ประมาณวันละ180ถึง2000บาทแต่วันนี้ชีวิตของคนลุ่มน้ำปากพนังเปลี่ยนไปเพราะว่า ต้นน้ำที่อยู่ในทะเลได้ถูกปิดกั้นโดยประตูระบายน้ำขนาดใหญ่ทำไห้ ชาวบ้านต้องบ้านแตกสาแหลกขาด ต้องทิ้งถิ่นฐานไปทำงานไกลบ้าน

10 ก.ย. 2553

อาชีพใหม่ไม่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้

อาชีพเดิมที่คนลุ่มน้ำปากพนังทำมานมนาน ได้หายไปเพราะการปิดประตูระบายน้ำแห่งนี้ ทำไห้ชาวบ้านต้องทำงานนอกบ้านกันหนัก ขึ่นค่าแรงก็ไม่พอยังชีพ หรือถ้าพอยังชีพก็ไม่มีเงินเก็บ แค่อยู่ได้ไปวัน ๆ เมื่อก่อนนี้ชาวบ้านลุ่มน้ำปากพนังจะ มีปูมีปลาที่จับมาได้ในลุ่มน้ำเพื่อ นำมาเป็นอาหารและนำมาขายเลี้ยงชีพ เป็นรายได้เสริมและรายได้ประจำของคนที่นี้ แต่ตอนนี้ต้องไปซื้อปลาเขากินตามตลาดทำไห้ต้องเสียเงินซื้อมา รายได้ก็น้อยอยู่แล้ว แล้วจะพอกินได้ไง ชาวบ้านต้องทนอยู่โดยที่พูดไม่ได้ ไม่มีใครรับฟัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็บอกเปิดประตูไห้ไม่ได้ เพราะประตูระบายน้ำลงทุนมาเยอะ ต้องทำตามแผนที่วางเอาไว้ตั้งแต่แรก  สรูปชาวบ้านมีแต่จนและอดยากมากขึ่น  ให้ชาวบ้าน ปลูกผัก ชาวบ้านก็ปลูกได้แต่รายได้จากการปลูกผัก ของคนปากพนังนั้นไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงครอบครัว เพราะผักมันมีมาก ทำให้ราคาถูก  และพ่อค้าแม่ค้าเขาก็รับผักมาจาก ลุ่มน้ำตอนบน  อยู่แล้ว ทำให้การปลูกผักที่นี้ ไม่เพียงพอต่อการคำรงชีพ เพราะไม่มีรายได้เสริมอืน ที่หลากหลายเหมือนเมื่อ ตอนมีน้ำไหลขึ่นลง หรือน้ำเค็มน้ำกร่อย  ตอนนีนี้คนส่วนมากที่ปากพนัง     เดือดร้อนมาก โดยที่ไม่มีใครคัดค้านได้ แล้วสิ่งที่รายงานไปให้กับ ผู้ที่เกี่ยวข่องก็ รายงานว่า ประตูระบายน้ำนี้ดีทุกอย่าง แต่ที่จริงแล้วชาวบ้านพูด ความจริงที่เกิดขึ่นไม่ได้คือ มีประตูระบายน้ำนี้ ผมจนลง ไม่มีเงินส่งลูกหลานเรียน ต่อไปลูกหลานก็คงเป็นกรรมกร นี่คือความจริง  ไม่ใช่ผักชีโรยหน้าเหมือนที่ใครหลายคนเขียนส่งผู้ที่ดูแลประตูระบายน้ำแห่งนี้          
พันธุ์ปลาที่ทางประมงนำมาไห้

พันธุ์ปลาที่เขานำมาแจกจ่ายไห้ชาวบ้านเลี้ยงก็ไม่ได้ เพราะว่าน้ำไม่ถ่ายเทไม่มีออกซิเจนในน้ำน้ำเสียน้ำเน่าแต่เขียนรายงานว่าเชาบ้านได้อาชีพเสริมละอยู่ได้ด้วยลำแข้งตนเองแต่ที่จริงชาวบ้านเดือนร้อนหนักแล้วต่อไปคนลุ่มน้ำปากพนังจะมีเงินส่งลูกส่งหลานเรียนได้ไง ถ้าลูกหลานไม่ได้เรียนก็ไม่มีความรู้แล้วจะเอาความรู้ที่ไหนไปสมัครทำงาน  สรุปต้องเป็นกรรมกรแบกหามเพราะอู่ข้าวอู่น้ำได้หยุดนิ่งแล้ว
นางตังเนี้ยว เพลินบุตร ชาวบ้านจาก อ.ปากพนัง ซึ่งเป็นผู้เฒ่าคนเดียวที่ไม่อนุญาตให้โครงการขุดลอกลำคลองไม่ใช่แค่ป้าตั้งเนี้ยวคนเดียวที่ไม่ให้ขุดหลายคนก็ไม่ให้ขุดแต่ก็ทำอ่ะไรไม่ได้ก็เลยต้องจำใจยอมให้ขุด ขุดลอกป่าจากบริเวณบ้าน เนื่องจากยืนยัน ว่า ตนไม่มีสิทธิอนุญาตให้ใครทำลายธรรมชาติ "แม่น้ำที่นี่มันมีอยู่ของมันไม่ใช่ใครมาขุดให้ปลูกให้ แต่ธรรมชาติมันขุดเองปลูกเอง ดังนั้น ไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิมาปิดกั้นน้ำ มาทำลายมัน ต้นจากธรรมชาติเหล่านี้

.. แล้วนี่มาปิดมันทำไม?
ถ้าพูดตามตรงก็หาว่าชาวบ้านพูดไม่ได้
ทำไมจะพูดไม่ได้หล่ะ?
ก็ข้าวกับปลามันคู่กัน จะให้ชาวบ้านทำแต่นาแต่ไม่มีปลากินไม่ได้
หรือกินแต่ปลาแต่ไม่มีข้าวกินก็อยู่ไม่ได้เหมือน
แล้วมาปิดทำไม? .. 

เมื่อก่อนเราอยู่กันสบายมากเหลือเกิน ไม่อดไม่อยากข้าวปลา น้ำไม่เหม็นด้วย ตอนนี้พอมีปัญหามีคนมาแนะให้ทำสวนผสม ทำแล้วได้พอกินอะไร เอาสักวันละ 25 บาทยังไม่ได้เลย แต่ก่อนหน้าบ้านเรามีปลา ชุกชุม เดี๋ยวนี้ไม่มีเลย ต้องไปซื้อปลาที่อื่นกิน ก็ปลาไหนข้ามประตูเข้ามาก็ตายปลาน้ำเค็มข้ามน้ำจืดก็ตาย ปลาน้ำจืดข้ามไปน้ำเค็มก็ตาย ไม่ตายก็ขึ้นตะกั่ว (ตาบอด)หมด เพราะน้ำมันต่างกันมาก แต่ก่อนมันมีน้ำจืด น้ำเค็ม น้ำกร่อย ต้นจากก็ตายเพราะจากชอบน้ำเค็ม มันต่างจากปลาในเขื่อนปากมูล เพราะเขื่อนปากมูลมันปลาน้ำเดียวคือน้ำจืด ที่นี่หอยขมริมแม่น้ำแต่ก่อนเยอะมาก เราไปกอบเอามาทำอาหารกินกันสบาย เดี๋ยวนี้ไม่มีให้กินเลย ตายหมดเกลี้ยงเลย ปลาก็นับร้อยๆ ชนิด ยกยอทีกินไม่หมด ปลาช่อน ปลาชะโด กุ้ง มีชุกชุมมากเมื่อก่อนปิดเขื่อน เฉพาะดักแต่ไซก็ได้ปีละ 3-4 หมื่นบาท แล้ว หรือทำแต่ซังดักปลาก็อยู่ได้แล้ว เดี๋ยวนี้มันหมดแล้ว(แหม๊ดชาติเลย) ตั้งแต่ชะอวด ลงมาจนถึงปากพนัง น้ำเน่าลำบากกันหมด จะกินจะอาบก็ไม่ได้ด้วย มันคัน